nanohappyhouse.com=> ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก -> ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด

จำนวนผู้เข้าชม : 83 คน
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด

หมวดหมู่ : ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก

หนังสือ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกัน กำจัด หนังสือฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวกับปลวกทั้งในด้านชีววิทยานิเวศวิทยา ประโยชน์และโทษที่เกิดจากปลวกตลอดจนแนวทางในการป้องกันและกำจัดปลวกที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อไม้ไปใช้ประโยชน์ในอาคารบ้านเรือน และเพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการป้องกันและกำจัดปลกได้ด้วยตนเองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความสูญเสียจากการเข้าทำลายของปลวกลง และเพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศด้วยอีกทางหนึ่ง
FaceBook Twitter

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกันกำจัด



หนังสือ “ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกัน กำจัด”
ของสำนักวิจัยเศรษฐกิจและผลิตผลป่าไม้ กรมป่าไม้
โดย ดร.จารุณี วงศ์ข้าหลวง และ ดร.ยุพาพร สรนุวัตร




หนังสือความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปลวก และ การป้องกัน กำจัด
หนังสือฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวกับปลวกทั้งในด้านชีววิทยานิเวศวิทยา ประโยชน์และโทษที่เกิดจากปลวกตลอดจนแนวทางในการป้องกันและกำจัดปลวกที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อไม้ไปใช้ประโยชน์ในอาคารบ้านเรือน และเพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการป้องกันและกำจัดปลกได้ด้วยตนเองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความสูญเสียจากการเข้าทำลายของปลวกลง และเพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศด้วยอีกทางหนึ่ง 


คณะผู้จัดทำ
ดร.จารุณี  วงศ์ข้าหลวง
ดร.ยุพาพร  สรนุวัตร
โทร. 0-2579-8604, 0-2516-4292-3 ต่อ 483, 487


คำนำ
ปลวกเป็นแมลงที่มีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจมากมีทั้งคุณและโทษในแง่ประโยชน์ปลวกจัดเป็นส่วนหนึ่งของสังคมป่าไม้ที่สำคัญมาก เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายในระบบนิเวศโทษของปลวกนั้นเกิดขึ้นเพราะว่าปลวกเป็นแมลงที่ต้องการเซลลูโลสเป็นอาหารหลักในการดำรงชีวิตและโดยที่เซลลูโลสนั้นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเนื้อไม้ดังนั้นเราจึงพบปลวกเข้าทำความเสียหายอย่างรุนแรงให้แก่ไม้หรือโครงสร้างไม้ภายในอาคารบ้านเรือน รวมถึงวัสดุข้าวของเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่างๆที่ทำมาจากไม้

และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีเซลลูโลสเป็นส่วนประกอบ  ในประเทศไทยมีปลวกแพร่กระจายอยู่กว่าหนึ่งร้อยชนิดแต่มีเพียงสิบกว่าชนิดเท่านั้นที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไม้ที่นำไปใช้ประโยชน์ ปลวกใต้ดินจัดเป็นปลวกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงที่สุดโดยก่อให้เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนคิดเป็นมูลค่าปีละหลายลิบล้านบาทการเข้าทำลายของปลวกชนิดนี้จะเริ่มขึ้นจากปลวกที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดินทำท่อทางเดินดินทะลุขึ้นมาตารอยแตกแยกของพื้นคอนกรีต หรือรอยเชื่อมต่อระหว่างผนัง เสา และคานไม้ พื้นปาร์เก้ คร่าวเพดาน   คร่าวฝา ไม้วงกบประตู และหน้าต่าง เป็นต้น 

ในการดำรงชีวิตของปลวกใต้ดินนอกจากอาหารแล้วความชื้นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของปลวกอีกประการหนึ่งข้อมูลทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาของปลวกนี้ ช่วยให้สามารถวางแผนและวางแนวทางในการป้องกันและกำจัดปลวกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิธีดำเนินการหลายวิธีเช่นการทำให้พื้นดินใต้อาคารเป็นพิษ การทำแนวป้องกันใต้อาคารที่ปลวกใต้ดินไม่สามารถเจาะผ่านได้หรือการทำให้เนื้อไม้เป็นพิษปลวกใช้เป็นอาหารไม่ได้การดำเนินการมีทั้งการใช้สารเคมีและไม่ใช้สารเคมีซึ่งขั้นตอนในการป้องกันกำจัดปลวกนี้ประชาชนทั่วไปสามารถจะนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเองเพื่อช่วยลดความเสียหายและช่วยยืดอายุการใช้ประโยชน์ไม่ให้คงทนถาวรขึ้น ตามรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไป



ชีวิตความเป็นอยู่ และวงจรชีวิตของปลวก
ปลวกเป็นแมลงที่มีชีวิตความเป็นอยู่แบบสังคม มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ภายในรังโดยทั่วไปมีนิสัยไม่ชอบแสงสว่างชอบที่มืดและอับชื้นประชากรปลวกมีการแบ่งแยกหน้าที่การทำงานออไปเป็นวรรณะต่างๆ รวม 3 วรรณะคือ
1. วรรณะสืบพันธ์ หรือแมลงเม่า
ประกอบด้วยตัวเต็มวัยที่มีปีกทั้งเพศผู้และเพศเมีย ทำหน้าที่สืบพันธุ์และกระจายพันธุ์โดยจะบินออกจากรังเมื่อดินฟ้าอากาศเหมาะสมเพื่อจับคู่กันและจะสลัดปีกผสมพันธุ์กันและหาพื้นที่ที่เหมาะสม
เพื่อวางไข่


2. วรรณะกรรมกร หรือปลวกงาน
เป็นปลวกตัวเล็กสีขาวนวลไม่มีปีก ไม่มีเพศ ไม่มีตา ใช้หนวดเป็นอวัยวะรับความรู้สึกคลำทาง ทำหน้าทีเกือบทุกอย่างภายในรัง เช่น หาอาหารมาป้อนราชินี ราชา ตัวอ่อนและทหารซึ่งไม่หาอาหารกินเองนอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างรัง ทำความสะอาดรัง ดูแลไข่เพาะเลี้ยงเชื้อราและซ่อมแซมรังที่ถูกทำลาย





3. วรรณะทหาร
เป็นปลวกที่มีหัวโต สีเข้ม และแข็งมีกรามขนาดใหญ่ ซึ่งดับแปลงไปเป็นอวัยวะคล้ายคีมที่มีปลายเหลมคมเพื่อใช้ในการต่อสู้กับศัตรูที่มารบกวนสมาชิกภายในรัง ไม่มีปีก ไม่มีตา ไม่มีเพศบางชนิดจะดัดแปลงส่วนหัวให้ยื่นยาวออกไปเป็นงวงเพื่อกลั่นสารเหนียวปล่อยหรือพ่นไปติดตัวศัตรูทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ หรืออาจทำให้ตายได้
 


การสร้างอาณาจักรหรือนิคมของปลวก
เริ่มต้นขึ้นเมื่อฤดูการเหมาะสม ส่วนใหญ่มักเป็นช่วงหลังฝนตกปีละประมาณ 2-3 ครั้งโดยแมลงเม่าเพศผู้และเพศเมีย ( Alate or winged reproductive male of female ) บินออกจากรังในช่วงเวลาพลบค่ำประมาณ 18.30-19.30 น. เพื่อมาเล่นไฟจับคู่ผสมพันธุ์กันจากนั้นจึงสลัดปีกทิ้งไป แล้วเจาะลงไปสร้างรังในดินในบริเวณที่มีแหล่งอาหารและความชื้นหลังจากปรับสภาพดินเป็นที่อยู่แล้วประมาณ 2-31 วันจึงเริ่มวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆและจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจถึงวันละหลายพันฟอง ไข่จะฝักออกมาเป็นตัวอ่อน ( Larva ) และจะเจริญเติบโตโดยมีการลอกคราบจนเป็นตัวเต็มวัย

ไข่รุ่นแรกจะฝักออกมาเป็นปลวกไม่มีปีกและเป็นหมันสารเคมีที่เรียกว่าฟีโรโมนหรือสารที่ผลิตออกมาจากทวารหนักของราชินี เพื่อให้ตัวอ่อนเกิดจะเป็นตัวกำหนดให้ตัวอ่อนพัฒนาไปเป็นปลวกวรรณะต่างๆเช่นปลวกงาน (Worker) ปลวกทหาร (Soldier) โดยบางส่วนของตัวอ่อนจะเจริญไปเป็นปลวกที่มีปีกสั้น ไม่สมบูรณ์ ซึ้งอยู่ในช่วงระยะเจริญพันธุ์ (Nymphs)

เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะเจริญไปเป็นแมลงเม่า ซึ่งมีปีกยาวสมบูรณ์เต็มที่บินออกไปผสมพันธุ์ต่อไป ตัวอ่อนบางส่วนจะเจริญเติบโตเป็นปลวกวรรณะสืบพันธุ์รอง (Supplementary Queen and king)  ซึ่งทำหน้าที่ผสมพันธุ์และอกไข่ เพิ่มจำนวนประชากร ในกรณีที่ราชา (King) หรือราชินี (Queen) ของรังถูกทำลายไป




นิเวศวิทยาของปลวก
    สภาพความเป็นอยู่ หรือสภาพทางนิเวศวิทยา รวมถึงอุปนิสัยในการกินอาหารของปลวกแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ชนิดและประเภทของปลวก ซึ่งสามารถจำแนกอย่างกว้างๆเป็น2 ประเภท โดยใช้แหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลักได้ ดังนี้

1. ปลวกที่อาศัยอยู่ในไม้
ปลวกชนิดนี้ตลอดชีวิตจะอาศัยและกินอยู่ภายในเนื้อไม้ โดยมีการสร้างทางเดินมาติดต่อกับพื้นดินเลย ลักษณะทั่วไปที่บ่งชี้มีปลวกในกลุ่มนี้เข้าทำลายไม้คือ วัสดุแข็งเป็นเม็ดกลมรีอยู่ภายในเนื้อไม้ที่ถูกกินเป็นโพรง หรืออาจร่วงหล่นออกมาภายนอกตามรูที่ผิวไม้ เราอาจแบ่งปลวกประเภทนี้เป็นกลุ่มย่อยลงไปอีกตามลักษณะความชื้นของไม้ที่ปลวกเข้าทำลาย ดังนี้


1.1  ปลวกไม้แห้ง (Dry-wood termites)
ปลวกชนิดนี้อาศัยอยู่ในไม้ที่แห้งหรือไม้ที่มีอายุใช้การมานานลีความชื้นต่ำ โดยปกติมักจะไม่ค่อยเห็นตัวปลวกชนิดนี้อยู่นอกชิ้นไม้ แต่จะพบวัสดุแข็งรูปกลมรี ก้อนเล็กๆกองอยู่บนพื้นบริเวณโคนเสาฝาผนัง หรือโครงสร้างไม้ที่ถูกทำลาย โดยทั่วไปปลวกชนิดนี้จะทำลายไม้เฉพาะภายไนชิ้นไม้โดยเหลือชิ้นไม้ด้านนอกเป็นฟิล์มบางๆไว้ ทำไห้มองดูภายนอกเหมือนไม้ยังอยู่ในสภาพดี


1.2  ปลวกไม้เปียก (Damp-Wood termites)
ปลวกชนิดนี้มักอาศัยและกินอยู่ในเนื้อไม้ของไม้ยืนต้น หรือไม้ล้มตายที่มีความชื้นสูง


2. ปลวกที่อาศัยอยู่ในดิน
ปลวกประเภทนี้จะอาศัยอยู่ในดิน แล้วออกไปหาอาหารที่อยู่ตามพื้นดินหรือเหนือพื้นดินขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะทำท่อทางเดินดินห่อหุ้มตัว เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น และ หลบซ่อนตัวจากศัตรูที่จะมารบกวน จำแนกเป็น3พวก คือ


2.1  ปลวกใต้ดิน (Subterranean termites)
เป็นปลวกที่อาศัยและทำรังอยู่ใต้ดิน เช่น ปลวกในสกุล Coptotermes, Microtermes, Ancistrotermes และ Hypotermes เป็นต้น



2.2  ปลวกที่อาศัยอยู่ตามจอมปลวก (Mound-building termites)
เป็นปลวกที่สร้างรังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่อยู่บนพื้นดินเช่นปลวกในสกุล Globitermes, Odontotermes และ Macrotermes เป็นต้น



2.3  ปลวกที่อาศัยอยู่ตามรังขนาดเล็ก(Carton nest termites)
เป็นปลวกที่สร้างรังขนาดเล็กอยู่บนดินหรือเหนือพื้นดิน เช่น ตามกิ่งไม้ ต้นไม้ เสาไฟฟ้า หรือโครงสร้างอื่นๆ ภายในอาคาร เช่น ปลวกในสกุล Microcerotermes, Termes, Dicuspiditermes, Nasutitermes และ Hospitalitermes เป็นต้น


การกินอาหารของปลวก
แหล่งอาหารของปลวก จำแนกออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. ไม้ (wood)
2. ดินและฮิวมัส (Soil and Moss )
3. ใบไม้และเศษซากพืชที่ทับถมอยู่บนพื้นดิน(Lave and litter)
4. ไลเคนและมอส ( Lichen and Moss )
 
ปลวกส่วนใหญ่จะกินอาหารประเภทเนื้อไม้ เปลือกไม้ เศษไม้ ใบไม้ หรือวัสดุ อื่นๆ ที่มีเซลลูโลส เป็นองค์ประกอบ โดยในระบบทางเดินอาหารของปลวกจะมีสัตว์เซลล์เดียวคือ โปรโตซัวในปลวกชั้นต่ำ หรือมีจุลินทรีย์ ได้แก่ แบคทีเรีย และเชื้อราในปลวกชั้นสูงซึ้งจะทำหน้าที่ช่วงในการย่อยอาหารประเภทเซลลูโลส หรือสารประกอบอื่นๆให้กลายเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายปลวก
 

ความสำคัญของปลวก
ปลวกเป็นแมลงที่มีความสำคัญในแง่เศรษฐกิจมากคือ มีทั้งประโยชน์และโทษ
ประโยชน์ที่ได้รับจากปลวก
ปลวกเป็นแมลงที่สำคัญมากในระบบนิเวศวิทยาป่าไม้  คือ
 1. ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุต่างๆได้แก่ เศษไม้ ท่อนไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ และส่วนต่างๆ ของพืช  ที่หักร่วงหล่อนหรือล้มตายทับถมอยู่ในป่า แล้วเปลี่ยนให้กลายสภาพเป็นฮิวมัสในดินเป็นกำเนิดของขบวนการหมุนเวียนของธาตุอาหารจากพืชไปสู่ดิน ทำไห้ดินอุดมสมบูรณ์ซึ่งจะส่งผลให้พรรณพืชทุกระดับในป่าธรรมชาติเจริญเติบโตสมบูรณ์ดี
2. มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ คือ นอกจากจะช่วยให้พืชในป่าเจริญเติบโตดี เป็นอาหารของสัตว์ป่าแล้ว ตัวปลวกเองยังเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนของสัตว์ขนาดเล็กหลายชนิด เช่น ไก่ นก กบ คางคก และสัตว์เลื่อยคลานต่างๆ ซึ่งจะเป็นอาหารของสัตว์ใหญ่ต่อไปเป็นทอดๆ
3. เป็นแหล่งผลิตโปรตีนที่สำคัญของมนุษย์โดยปลวกบางชนิดสามารถสร้างเห็ดโคน ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะ และมีราคาแพง สามารถเพิ่มรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรทั้งนี้โดนมีเชื้อราที่อยู่ร่วมกันภายในรังปลวกหลายชนิดช่วยในการผลิต
4. จุลินทรีย์อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารปลวก ซึ่งสามารถผลิตเอนไซม์บางชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถนำมาพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ด้านการเกษตร อุตสาหกรรมหรือใช้ในการแก้ไขและควบคุมมลภาวะสิ่งแวดล้อมในอนาคตต่อไป เช่น การย่อยสลายสารกำจัด ศัตรูพืชที่มีฤทธิ์ตกค้างนานหรือการกำจัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
 



โทษที่เกิดจากปลวก
ปลวกเป็นแมลงที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อ
1. กล้าไม้และไม้ยืนต้น ในป่าธรรมชาติและป่าสวน
2. ไม่ใช่ประโยชน์ที่อยู่กลางแจ้ง
3. ไม่ใช่ประโยชน์ที่เป็นโครงสร้างภายในอาคารบ้านเรือน
4. วัสดุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆที่ทำมาจากไม้และพืชเส้นใยเช่นโต๊ะ ตู้ กระดาษหนังสือพรม และเสื้อผ้า เป็นต้น
5. กัดทำลายรากของพืชเกษตร พืชไร่ พืชผัก พืชสวน และไม้ผล
 

ชนิดของปลวกที่เข้าทำลายไม้ใช้สอย
1. ปลวกไม้แห้ง ที่สำคัญ คือ  Cryptotermes Thailandis ส่วนใหญ่พบเข้าทำความเสียหายรุนแรงต่ออาคารบ้านเรือน ที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเล หรือพื้นที่เกาะ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกของประเทศ
2. 
ปลวกใต้ดิน ที่สำคัญ คือ Coptotermes gestroi และ Coptotermes havilandi ปลวกใต้ดินชนิด C. gestroi จัดเป็นปลวกชนิดที่มีความสำคัญทางเศษกิจสูงที่สุดในประเทศร้อยละ 90 ของอาคารที่ถูกทำลายเกิดจากการเข้าทำลายของปลวกชนิดนี้ และกว่า 90% พบเข้าทำความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนที่อยู่ในเขตเมือง นอกจากนี้ ปลวก Odontotermes Proformosanus และปลวกในสกุล Schedorhinotermes, Ancistrotermes และ microtermes อาจพบเข้าทำความเสียหายต่อไม้ใช้ประโยชน์ ภายนอกอาคารหรืออาคารบ้านเรือนที่อยู่ในเขตชนบท


3. 
ปลวกสร้างรังขนาดเล็ก ที่ สำคัญคือ Microcerotermes crassus และ nasutitermes sp. พบเข้าทำความเสียหายต่อไม้ใช้ประโยชน์ภานอกอาคารหรือในอาคารบ้านเรือนที่  อยู่ในเขตชนบท
4. 
ปลวกสร้างรังขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่ สำคัญคือ Globitermes sulphureus, Macrotermes Gilvus และ Odontotermes longignathus มักพบเข้าทำความเสียหายต่อไม้ใบระโยชน์ภายนอกและไม้ในอาคารบ้านเรือนที่อยู่ในเขตชนบท


การป้องกันและกำจัดปลวก
การป้องกันและกำจัดปลวกสามารถดำเนินได้หลายวิธี คือ
1.  การป้องกันโดยการใช้สารเคมี
1.1  การใช้สารกำจัดปลวก (Termiticides)
เป็นการป้องกันกำจัดโดยการฉีดพ่น หรืออัดสารป้องกันกำจัดปลวกลงไปในพื้นดินเพื่อทำให้ภายไต้อาคารเป็นพิษปลวกไม่สามรถเจาะผ่านทะลุขึ้นมาได้ หรืออาจใช้สารเคมีกำจัดปลวก โรยและฉีดพ่นโดยตรง วิธีการฉีดพ่นด้วยสารเคมีป้องกันปลวกก่อนการปลูกสร้างอาคารสามารถให้ผลในการป้องกันปลวกใต้ดินได้ดีที่สุด


1.2  การใช้สารป้องกันเนื้อไม้(Wood preservatives) 
ดำเนินการโดยการพ่น ทา แช่ จุ่ม หรือ อัด โดยใช้กำลังอัดเพื่อให้สารเคมีแทรกซึม
เข้าไปในเนื้อไม้


2. การป้องกันโดยไม่ใช้สารเคมี
2.1  การใช้แผ่นโลหะ
โลหะผิวลื่น เช่น แผ่นอลูมิเนียม สามารถใช้เป็นแนวป้องกันไว้รอบๆเสา หรือรอยต่อระหว่างฐานล่างกับส่วนที่เป็นโครงสร้างไม้ เพื่อกั้นเส้นทางเดินของปลวกจากพื้นดินเข้าสู่อาคาร

2.2  การใช้วัสดุอื่นๆ





3. การป้องกันและกำจัดโดยใช้เหยื่อพิษ
เป็นแนวทางใหม่ในการป้องกันกำจัดปลวก โดยมีหลักการดังนี้

* ใช้สารเคมีออกฤทธิ์ช้า ที่มีความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีประสิทธิภาพ ในการขัดขวางกระบวนการตามธรรมชาติในการดำรงชีวิตของปลวก เช่น ยับยั้งขบวนการสร้างผนังลำตัว ซึ่งมีผลต่อการลดจำนนประชากรลงไปจนถึงระดับที่ไม่ก่อให้เกิด ความเสียหาย

* มีคุณสมบัติพิเศษที่ดึงดูดให้ปลวกเข้ามากิน และสามารถคงรูปอยู่ภายในตัวปลวกได้ดีในระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะเกิดการถ่ายทอดไปสู่สมาชิกอื่นๆภายในรังได้


ขั้นตอนในการป้องกันการเข้าทำลายของปลวกในอาคารบ้านเรือน
สามารถแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
ก. การป้องกันกำจัดก่อนและในระหว่างการก่อสร้าง มีขั้นตอนควรปฏิบัติดังนี้

1.  การอกแบบอาคาร
1.1  ควรออกแบบอาคารให้มีการยกพื้นให้สูงจากระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 18 นิ้วเพื่อให้สามารถสังเกตเส้นทางเดินของปลวกที่จะขึ้นสู่ตัวอาคารได้ชัดเจน
1.2  จัดให้มีการระบายความชื้นและระบายอากาศภายใต้อาคารอย่าให้เกิดเป็นหลุมบ่อหรือแหล่งสะสมความชื้นใต้อาคาร
1.3  ควรเลือกวัสดุหรือชนิดของไม้ที่มีความทนทานต่อปลวก เช่น ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้ตะเคียน หรือไม้ตำเสา และไม้หลุมพอ โดยเฉพาะบริเวณฐานรากของอาคาง


2.  การกำจัดแหล่งอาหาร และแหล่งที่อยู่อาศัยของปลวก
2.1  บริเวณพื้นที่ปลูกสร้างอาคาร ควรกำจัดเศษไม้ กิ่งไม้ ตอไม้ หรือวัสดุอื่นๆ ที่จะเป็นแหล่งอาหารล่อใจให้ปลวกเขามาอยู่อาศัยอยู่กินภายใต้อาคาร หรือบริเณรอบๆ
2.2  หมั่นเคลื่อนย้าย จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เก็บไว้เป็นระยะเวลานานๆ เช่น ในห้องเก็บของ หรือห้องใต้บันได
2.3  หมั่นตรวจตราร่องรอย หรือเส้นทางการเข้าทำลายของปลวกที่จะเข้าสู่ตัวอาคารก่อนที่จะเกิดความเสียหายรุนแรงขึ้น หากพบต้องดำเนินการกำจัดโดยเร็ว


3.  การใช้ไม้อาบน้ำยา
ในโครงสร้างอาคารโดยเฉพาะส่วนที่เป็นคาน ตง คร่าว เพดาน วงกบ ประตูหน้าต่าง เป็นต้น ควรใช้อาบน้ำยา ซึ่งในกรณีที่ไม่สามารถอัดน้ำยาได้ อาจใช้กรรมวิธีการอาบน้ำยาไม้อย่างง่าย เช่น การฉีดพ่น การทา การจุ่ม และการแช่ก็ได้ อย่างไรก็ดี การอัดน้ำยาไม้โดยใช้กำลังอัดจะให้ผลในการป้องกันที่ยาวนานกว่าวิธีอื่นๆ


4. การทำให้พื้นดินใต้อาคารเป็นพิษ
ในการป้องกันการเข้าทำลายของปลวกใต้ดิน เพื่อให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพสูง ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ คือ
4.1 ใช้สารเคมีป้องกันปลวกฉีดพ่นหรือลาดลงบนพื้นผิวดินภายใต้ตัวอาคารให้ทั่ว ในอัดตราน้ำยาผสมตามความเข้มข้นที่กำหนด 5 ลิตรต่อทุกๆ  1 ตารามเมตร ก่อนปูพื้น หรือเทคอนกรีตสำหรับคานคอดิน ให้ขุดเป็นร่องกว้างประมาณ 15 เซนติเมตร ลึกประมาณ 15-30 เซนติเมตรทั้งด้านในและด้านนอก แล้วจึงใช้น้ำยาผสมแล้วตามความเข้มข้นที่กำหนดเทราดลงไปตามร่องนั้น ในอัดตราน้ำยาผสม 5 ลิตรต่อทุกความยาวร่อง 1 เมตร
4.2 ฉีดพ่นหรือราดน้ำยาเคมีซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่ทำการถมดินหรือถมทรายแล้ว  อัดพื้นให้แน่น ก่อนที่จะเทพื้นคอนกรีต
4.3 บริเวณรอบๆอาคาร ควรฉีดหรือพ่นน้ำยาป้องกันปลวกเป็นแนวป้องกันรอบนอกอาคารอีกครั้ง โดยใช้ยาผสมแล้วในอัดตรา 5 ลิตรต่อทุกระยะ 1  ตารางเมตร โดยรอบอาคาร 
 

สำหรับอาคารแบบใต้ถุนสูงหรือบ้านชั้นเดียว
ให้ขุดดินตรงโคนเสา ตอม่อ ขนาดกว้างประมาณ 15-30 ซม. และตามท่อต่างๆที่ติดต่อระหว่างอาคารกับพื้นดินทุกแห่ง ให้เป็นร่องโดยรอบ ขนาดกว้าง 15-30 ซม. ลึก 20-30 ซม. แล้วเทน้ำยาลงไปในร่อง โดยใช้น้ำยาผสม 5 ลิตร ต่อทุกความยาวร่อง 1 เมตร หากใต้ถุนเทพื้นคอนกรีตหรือก่ออิฐถือปูน เช่นมีครัวที่ติดกับพื้นดินพื้นซักล้างและฐานรองรับบันไดบ้านจะต้องใช้น้ำยาเทราดให้ทั่วผิวดินก่อนปูพื้นคอนกรีต ก็จะป้องกันปลวกขึ้นอาคารบ้านเรือนได้อย่างดี 

ข.  การป้องกันกำจัดในอาคารที่ปลูกสร้างเสร็จแล้ว
ขั้นตอนนี้ จะค่อนข้างยุ่งยากในการปฏิบัติมากกว่าการป้องกันก่อนการปลูกสร้างอาคารมากจำเป็นต้องมีผู้ชำนาญการโดยเฉพาะมาดำเนินการสำรวจการเข้าทำลายอย่างถี่ถ้วน แล้ววางแผนถึงวิธีการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดในแต่ละจุดให้ทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามในการป้องกันกำจัดในระยะหลังการปลูกสร้างนี้ จะหวังผลเค็มที่ 100% ไม่ได้ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของโครงสร้างอาคารโดยทั่วไป มักมีจุดยากแก่การสำรวจซึ่งปลวกอาจหลบซ่อนอยู่ภายในส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารโดยที่เราสำรวจไม่พบ นอกจากนี้โครงสร้างของอาคารบางส่วนอาจเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการกำจัดในจุดที่จำเป็นก็ได้เช่นกัน 


จุดสำคัญๆ ของโครงร้างอาคารที่ควรจะต้องคำนึงถึงในการใช้สารเคมี
1.  บริเวณขอบบัวของพื้นอาคารและพื้นไม้ปาร์เก้ โดยเฉพะตามมุห้องต่างๆบริเวณพื้นใต้บันไดบันผนังอาคาร หลังตู้เก็บของ ห้องเก็บของที่ไม่มีการเคลื่อนย้ายเป็นเวลานานๆ

2. 
 บริเวณท่อระบายน้ำทิ้งและท่อสุขภัณฑ์ ซึ่งมักจะก่อผนังปิดหุ้มท่อไว้เป็นจุดหนึ่งที่ปลวกทำทางเดินจากพื้นดินขึ้นไปตามขอบท่อในการใช้สารกำจัดปลวกจำเป็นต้องมีการเจาะผนังช่องว่างดังกล่าวด้วยสว่านไฟฟ้าแล้วอัดน้ำยาเคมีเข้าไปเพื่อทำลายรังภายในไม่ให้ปลวกเข้าไปอาศัยหรือทำทางเดินขึ้นไปได้อีก

3. 
 บริเวณรอยแตกของเสาไม้ ผนัง หรือพื้นคอนกรีต จำเป็นต้อนใช้เข็มฉีดยาฉีดอัดน้ำยาป้องกันกำจัดปลวกเข้าไปในแต่ละจุด เพื่อไม่ให้ปลวกแรกผ่านเข้ามาได้

4. 
 บริเวณคร่าวเพดาน และฝาสองชั้น ที่มักจะบุด้วยไม้อัด หรือใช้ไม้เนื้ออ่อนและมักจะถูกปลวกเข้าทำลายอยู่ภายใน หรือ บางครั้งจะทำรังอาศัยอยู่ภายในช่องว่างของผนังดังกล่าวจุดเหล่านี้จำเป็นต้องใช้สว่านเจาะไม้เจาะเป็นรูทุกระยะ 1 ฟุต ตามแนวคร่าว เพื่อฉีดพ่นน้ำยาเคมีเข้าไปให้ทั่วถึงในบางจุดอาจใช้ยาผงหรือฉีดพ่นได้ สำหรับการใช้สารกำจัดปลวกในโครงสร้างที่เป็นไม้นั้น หากใช้ตัวทำลายที่เป็นน้ำมัน เช่น น้ำมันก๊าด หรือน้ำมันซักแห้ง แทนน้ำจะช่วยให้การแพร่กระจายและการแทรกซึมของตัวยาเข้าไปในเนื้อไม้เป็นไปได้ดีขึ้น

5. 
 พื้นล่างของอาคารที่เป็นคอนกรีต จำเป็นจะต้องใช้สว่านไฟฟ้าเจาะคอนกรีต ขนาด 3-4 หุนเจาะพื้นอาคารให้ทะลุถึงพื้นดิน โดยเฉพาะตามบริเวณแนวคานคอดินทั้งด้านนอก ด้านใน และรอบๆเสาโดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เมตรและพื้นที่ภายใต้อาคารทั้งหมดในระยะทุกๆ1 ตารางเมตร เพื่อฉีดพ่นหรืออัดน้ำยาลงไปในดินในอัดตราส่วนน้ำยาผสม 5 ลิตร ต่อทุกๆ 1 ตารางเมตรโดยอาจใช้อุปกรณ์เครื่องพ่นยา
แรงสูง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และการกระจายของน้ำยาได้อย่างสม่ำเสมอทั่วถึง ลักษณะของหัวฉีดที่ใช้ฉีดพ่นน้ำยาจะต้องมีรูเปิด 4 รู เพื่อให้น้ำยาไหลออกมาได้รอบทิศทาง


สำนักวิจัยเศรษฐกิจและผลิตผลป่าไม้
โทร. 0-2561-4292-3 ต่อ 483, 487

 



  เมื่อวันที่ : 2018-11-24 15:09:47


สนใจติดต่อโทร : 081-790-6512 , 081-725-2591
Line ID : 0817906512